คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาวช. ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน โจทก์
ที่ 41/๒๕๖8 บริษัทอ. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
![]()
โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทอ. จำกัด (มหาชน) จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันและก่อสร้างอาคารชุดอ. เพื่อขาย โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ คนละ ๑ ห้อง ส่วนโจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันทำสัญญาซื้อขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ ห้อง โจทก์ทั้งหกรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและเข้าอยู่อาศัยแล้ว โจทก์ทั้งหกทราบภายหลังว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ทั้งหกปกปิดข้อมูลอันควรแจ้งให้ทราบว่า ที่ดินที่ตั้งโครงการไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตามที่กำหนดโดยถาวร บันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายมีข้อความไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับใบอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำเลยทั้งสองปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งหกเข้าใจว่ามีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ตามกฎหมาย ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างเป็นเหตุให้อาคารดังกล่าวเป็นอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โจทก์ทั้งหกทำสัญญาซื้อขายห้องชุดโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญและมีหนังสือบอกล้างสัญญาซื้อขายห้องชุดดังกล่าวแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหก
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ที่ ๒ ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการเดียวกันอีก ๑ ห้อง ซึ่งอยู่ต่างชั้นกัน โจทก์ที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันและก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขาย จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดแก่โจทก์ทั้งหกตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งหกเป็นบุคคลธรรมดาโจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดคนละ ๑ ห้อง โจทก์ที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันทำสัญญาซื้อขายห้องชุด ๑ ห้อง ส่วนโจทก์ที่ ๒ แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างในคำร้องว่า ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดรวม ๒ ห้อง และอยู่ต่างชั้นกัน แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๒ แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งหกจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลสัญญาซื้อขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์