ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นางสาวจ.                                                   โจทก์

ที่  42/๒๕๖8                                 บริษัทค.  จำกัด                                           จำเลย       

                  โจทก์ฟ้องว่า นางสาวอ. ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ อาคารชุดน. กับจำเลย ๒ ห้อง ต่อมานางสาวอ. โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยแล้ว โจทก์ชำระค่าห้องชุดบางส่วนให้แก่จำเลยตามสัญญา ต่อมาโจทก์มีเหตุขัดข้องทำให้ไม่สามารถชำระค่าห้องชุดภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่จำเลยบอกเลิกสัญญาและไม่คืนเงินค่าห้องชุดแก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                  จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยรวมทั้งรับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการเดียวกับผู้มีชื่อรวมแปดห้อง คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่นางสาวอ. รวมทั้งให้ความยินยอมในการที่นางสาวอ. โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติ
วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้นเป็นชาวต่างชาติ แม้รับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในคดีนี้เพียง ๒ ห้อง แต่ได้ความตามคำให้การและเอกสารแนบท้ายว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวอีก ๖ ห้อง รวมเป็นห้องชุด ๘ ห้อง เกินกว่าความจำเป็นในการอยู่อาศัย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติ
วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3 (2) ถึง (4)

                  วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค


(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์