ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                    นายล. กับพวกรวม ๔ คน                                    โจทก์

ที่  ๔๑๖/๒๕๖๘                                        บริษัทพ. จำกัด  กับพวกรวม ๓ คน                         จำเลย

                        โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์ทั้งสี่ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการ P. กับจำเลย ๑ ห้อง มีข้อตกลงว่า จำเลยที่ ๑ จะชำระเงินค่าตอบแทนการรับประกันค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา และจำเลยที่ ๑จะจดทะเบียนการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเวลา ๓๐ ปี และต่อสัญญาเช่าได้อีก ๓๐ ปี รวมเป็น ๖๐ ปี โจทก์ทั้งสี่ชำระค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้วแต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าตอบแทนและไม่จดทะเบียนการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสี่จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยสามคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสามจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดกับจำเลยทั้งสามเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระค่าตอบแทนการใช้ห้องชุด แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสี่แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์ทั้งสี่อ้างสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสามไม่จดทะเบียนการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์ทั้งสี่จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในมูลสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์