ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ                       นายอ. กับพวกรวม ๒ คน                                 โจทก์

ที่ ๔๑๘/๒๕๖๘                                             บริษัทบ. จำกัด                                              จำเลย

                    โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาเช่าห้องชุดในโครงการ ก. กับจำเลยจำนวน ๑ ห้อง มีกำหนดระยะเวลา ๓๐ ปี มีข้อตกลงให้ต่อสัญญาเช่าได้ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ ปี รวม ๙๐ ปี ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระค่าเช่าห้องชุดให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยก่อสร้างห้องชุดดังกล่าวแล้วเสร็จ จำเลยไม่จดทะเบียนการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา แต่กลับนำห้องชุดที่เช่าไปประกอบกิจการโรงแรม โจทก์ทั้งสองบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยคืนเงินแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าเช่าห้องชุดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภคขอให้ยกฟ้อง

             จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาเช่าห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระผลตอบแทนการเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสองก็ถือเป็นวิธีการให้เช่าห้องชุดให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์ทั้งสองอ้างก็สืบเนื่องจากไม่มีการจดทะเบียนการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินอันมีมูลจากสัญญาเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์