คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง ป. โจทก์
ที่ ๔๙/๒๕๖๗ ธนาคาร ก. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาของนาย ว. ผู้ตาย นาย ว. ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้ว ยี่ห้อ ต. หมายเลขทะเบียน xxx กับจำเลย และทำสัญญาประกันชีวิตแบบกลุ่มคุ้มครองสินเชื่อกับบริษัท จ. โดยระบุในกรมธรรม์ให้จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์หลักและโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์รอง นาย ว. ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยถึงงวดที่ ๕ แล้วบอกเลิกสัญญาโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลย จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดและได้รับเงินค่าขายรถยนต์แล้ว ต่อมานาย ว. ถึงแก่ความตาย จำเลยติดต่อผู้รับประกันภัยและขอรับค่าสินไหมทดแทนไปโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสอง บัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ไม่ว่าโดยคู่ความเป็นผู้ขอหรือโดยศาลเห็นสมควร ถ้าเป็นการขอในคดีผู้บริโภคต้องกระทำอย่างช้าในวันนัดพิจารณา หากพ้นกำหนดเวลาแล้วห้ามมิให้มีการขอให้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีก คดีนี้ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์รับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีผู้บริโภค โดยกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๖ เมื่อถึงวันนัดจำเลยยื่นคำให้การและศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการให้การแก้คดี จึงเป็นวันนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ แล้ว หากมีกรณีต้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ก็ต้องกระทำในวันดังกล่าว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ย่อมเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะขอให้มีการวินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์