คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท จ. โจทก์
ที่ ๕๗๘/๒๕๖๗ นาย ก. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. จำกัด(มหาชน) จำนวน ๒,๐๖๑,๘๕๕ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร ภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่าธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบธุรกิจจัดการทรัพย์สินและรับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่ธนาคารมีต่อจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์