คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท ส. จำกัด โจทก์
ที่ ๖๐๘/๒๕๖๗ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับโอนสิทธิเรียกร้องและบริหารหนี้เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากธนาคาร ธ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ธนาคารทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการแทน กับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ศาลจังหวัดสว่างแดนดินส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า ธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์ โดยเรียกค่าเช่าซื้อเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าซื้อและให้เช่าซื้อด้วย ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์ประกอบกิจการรับโอนสิทธิเรียกร้อง และบริหารหนี้ โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันมาจากธนาคารดังกล่าวจึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นกัน ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากธนาคารเพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์