คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง พ. โจทก์
ที่ ๖๑๑/๒๕๖๗ บริษัท ณ. จำกัด กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสามจัดสรรโครงการ ณ. เพื่อเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปโดยโฆษณาว่าจะจ่ายผลตอบแทนค่าเช่าทรัพย์สินให้แก่ผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการดังกล่าวและจะรับซื้อคืนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในราคาเดิม โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการดังกล่าว แปลง XXXX กับจำเลยที่ ๑ ราคา ๑๖,๐๗๐,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน สัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ และสัญญารับซื้อคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยให้คำมั่นว่าจะมีผลตอบแทนให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนด กับมีข้อตกลงว่าจะรับซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในราคาเดิม ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระค่าตอบแทนและไม่รับซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืน โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้และรับซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนกับชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยเพียง ๑ หลัง แม้โจทก์อ้างว่ามีการโฆษณาให้สิทธิประโยชน์ตอบแทนและข้อตกลงรับซื้อคืนในราคาเดิม ก็ถือเป็นวิธีการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์