ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                  นาย ส. กับพวก                             โจทก์

ที่ ๖๔๒/๒๕๖๗                                         บริษัท ห.                                    จำเลย

                     โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการนายหน้า ตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ และให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัท ส. ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เสนอขายหุ้นกู้แก่นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ จำเลยเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด โดยจำเลยแจ้งเพียงว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก โจทก์ทั้งเจ็ดตกลงซื้อหุ้นกู้ของบริษัท ส. โดยที่โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้เป็นนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ โจทก์ทั้งเจ็ดชำระเงินค่าหุ้นกู้ครบถ้วนแล้ว เมื่อหุ้นกู้ถึงกำหนดชำระ บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ไม่ส่งงบการเงิน ผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าหุ้นกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งเจ็ด

                     จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                     จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                     พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ ให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ และเป็นตัวแทนเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ส. ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ เป็นบุคคลธรรมดา การซื้อหุ้นกู้เป็นวิธีการออมเงินของประชาชนประเภทหนึ่งโดยมีผลตอบแทนทำนองเดียวกับการออมเงินประเภทอื่น และไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ ดำเนินการเพื่อผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง โดยได้ผลประโยชน์ตอบแทนหรือมีสิทธิในการเข้าไปดำเนินกิจการของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ จึงถือว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ เป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลซื้อขายหุ้นกู้ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนโจทก์ที่ ๗ แม้มิใช่ผู้บริโภค แต่การที่ร่วมกับโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ ยื่นฟ้องจำเลยรวมกันมาในคดีนี้ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                     วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                     (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                       ประธานศาลอุทธรณ์