ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                                           นางสาว น                              โจทก์

ที่  ๖๗๒/๒๕๖๗                                                            บริษัท พ จำกัด กับพวก                            จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพักในโครงการ ป กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ห้อง มีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ จะจดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์และจะชำระค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ กับมีข้อตกลงรับซื้อสิทธิการเช่าห้องพักคืน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินค่าซื้อสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ ไม่จดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์ ทั้งยังจดทะเบียนจำนองที่ดินอันเป็นที่ตั้งโครงการกับธนาคารโดยไม่มีเจตนาไถ่ถอนและจำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กู้ยืมเงินจำนวนมากโดยไม่มีการเรียกดอกเบี้ย ไม่มีหลักประกันโดยมีเจตนาฉ้อฉลที่จะไม่ชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่าและไม่อาจจดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และโจทก์ขอใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คืนเงินที่กู้ยืมจากจำเลยที่ ๑ แก่จำเลยที่ ๑ หรือให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำเงินที่กู้ยืมจากจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพัก ๒ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่าและข้อตกลงรับซื้อคืน ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องพักของจำเลยที่ ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องพัก พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องพักตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ อันมีมูลจากสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพักจึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์