ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นาง ป ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน                                               โจทก์

ที่ ๖๗๒/๒๕๖๘                                บริษัท ธ จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน                                  จำเลย

                    โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ ๓ ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและประกอบกิจการประกันภัย จำเลยที่ 1 รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน4 ขย 8002 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 (บริษัท น จำกัด (มหาชน)) ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างและรับสัมปทานก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 365 ช่วงบางพระ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยที่ ๓ (บริษัท ท จำกัด (มหาชน)) รับประกันภัยความเสี่ยงภัยโครงการก่อสร้างทางหลวงดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 ผู้เอาประกันภัยไปตามถนนเลี่ยงเมืองบางพระสาย 365 เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ ตำบลตีนเป็ด อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ 2 ไม่ติดตั้งเครื่องหมายเตือนหรือสัญญาณไฟให้ส่องสว่างเพียงพอ

ในเวลากลางคืน เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์เฉี่ยวชนแท่งแบริเออร์ของจำเลยที่ 2 ที่ตั้งอยู่บนถนน ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายและรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

              จำเลยที่ ๒ และที่ 3  ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

 

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจประกันภัยและรับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภค ส่วนโจทก์ที่ 2 ซึ่งขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 แม้มิได้เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแต่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ก็ถือเป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายในมูลสัญญาประกันภัย จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยความเสี่ยงภัยโครงการก่อสร้างทางหลวงที่ก่อเหตุละเมิด ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้รับผิดรวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                   วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์