คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย อ. โจทก์
ที่ ๖๗๔/๒๕๖๗ บริษัท พ. ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพักในโครงการ ป. กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๓ ห้อง มีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ จะจดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์และจะชำระค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ กับมีข้อตกลงรับซื้อสิทธิการเช่าห้องพักคืน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ ไม่จดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์ อีกทั้งจดทะเบียนจำนองที่ดินอันเป็นที่ตั้งโครงการกับธนาคารโดยไม่มีเจตนาไถ่ถอนและจำเลยทั้งสามยังร่วมกันยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กู้ยืมเงินจำนวนมากโดยไม่มีการเรียกดอกเบี้ย ไม่มีหลักประกันครบกำหนดชำระคืนเมื่อทวงถาม โดยมีเจตนาฉ้อฉลที่จะไม่ชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่าและไม่อาจจดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และโจทก์ขอใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คืนเงินที่กู้ยืมจากจำเลยที่ ๑ แก่จำเลยที่ ๑ หรือให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำเงินที่กู้ยืมจากจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพักให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพัก ๓ ห้อง เกินกว่าความจำเป็นในการอยู่อาศัยโดยไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ เมื่อมีข้อตกลงชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่า และรับซื้อสิทธิการเช่าห้องพักคืน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องพักอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องพัก โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์