ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส จำกัด                             โจทก์

ที่ ๗๐๙/๒๕๖๘                                 นาง น                                                        จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เดิมจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร ก จำกัด (มหาชน) รวม ๓ ฉบับ วงเงินรวม ๖,๗๗๒,๔๖๔ บาทตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคารโดยจำเลยจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่าง    ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า ธนาคาร ก จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อบริโภคโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็น  ผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ 
โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้รวมถึงหลักประกันที่ธนาคารมีต่อจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้นั้นแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่จำเลยอ้างในคำร้องขอให้วินิจฉัยคดีว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของของบริษัท อ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยนำเงินที่ได้รับไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันของบริษัทดังกล่าว อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลสัญญา
กู้ยืมเงินและบังคับจำนอง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์