ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์      นางสาว จ.                                              โจทก์

ที่ ๗๑๑/๒๕๖๗                              นางสาว ว.                                              จำเลย

 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน จำเลยทำสัญญารับสภาพหนี้กับโจทก์ว่าเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเช่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวม ๓๐๒,๗๕๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ครบกำหนดชำระหนี้ จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินและเช่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนและจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลอุทธรณ์ได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้บริการทางการเงินแก่จำเลยโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้รับบริการนั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้อันมีมูลจากการกู้ยืมเงินและเช่าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์