คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ก. โจทก์
ที่ ๗๒๖/๒๕๖๗ วัด ช. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารศาลาปฏิบัติธรรม ส. ห้องพักผู้ปฏิบัติธรรม กุฏิหลวงปู่ในวัดจำเลย ตกลงค่าจ้าง ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งชำระค่าจ้างตามปริมาณงานที่โจทก์ดำเนินการและจำนวนเงินที่จำเลยจัดหาได้โดยไม่มีงวดงาน แต่มีกำหนดระยะเวลาการทำงานให้แล้วเสร็จภายใน ๖ ปี โจทก์ทำงานที่รับจ้างตามที่ได้รับแจ้งจากจำเลยให้ดำเนินการ จนแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์รับจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารต่าง ๆ อันเป็นการรับจัดทำการงานโดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินและมิใช่การจ้างแรงงานจึงเป็นการบริการ เมื่อพิจารณาจากลักษณะงานตามสัญญาจ้างบ่งชี้ว่าเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญในการก่อสร้างอย่างผู้มีวิชาชีพโดยเฉพาะ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่าโจทก์รับจ้างทำงานดังกล่าวตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากงานที่ว่าจ้างอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันมีมูลจากสัญญาจ้างทำของ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์