ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                  นางสาว ณ.                                            โจทก์

ที่ ๗๓๙/๒๕๖๗                                         บริษัท ศ. กับพวก                                    จำเลย

                           โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และนาย อ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลทรัพย์สินของนาย น. (ผู้ตาย) และนาย อ. ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดกของนาย น. จำเลยที่ ๔ เป็นผู้อนุบาลของนาย อ. โจทก์เช่าตึกแถวสามชั้นจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๘ ห้อง แต่เนื่องจากตึกแถวมีสภาพทรุดโทรม โจทก์จึงเสนอโครงการพัฒนาปรับปรุงซ่อมแซมตึกแถวต่อนาย น. และนาย น. อนุญาตให้ปรับปรุงซ่อมแซมตึกแถวโดยตกลงให้โจทก์เช่า ๑๕ ปี ทำสัญญาเช่าคราวละ ๓ ปี จนครบกำหนด โจทก์ปรับปรุงซ่อมแซมตึกแถวดังกล่าวเป็นเงิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยทั้งสี่มีเจตนาโดยมิชอบสมยอมกันในการดำเนินคดีเพื่อยกเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เพื่อให้ส่งมอบสถานที่เช่าคืน และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ออกจากสถานที่เช่า ทั้งที่รู้ว่าโจทก์เป็นผู้เช่ามีกำหนดระยะเวลาเช่า ๑๕ ปี และเป็นการเช่าต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยและจดทะเบียนการเช่าแก่โจทก์

        ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                            พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และให้โจทก์เช่าตึกแถวโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดาแต่เช่าตึกแถวสามชั้น จำนวน ๘ ห้อง ตามฟ้องเพื่อประกอบกิจการค้า โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาเช่า โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                                             (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                              ประธานศาลอุทธรณ์