คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย อ. โจทก์
ที่ ๗๓๘/๒๕๖๗ นาย พ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความเพื่อดำเนินคดีกับนางสาว ห. กับพวก เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ XXX ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ตกลงค่าจ้าง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และดำเนินการฟ้องคดีแพ่งอีก ๒ คดี คดีอาญา ๑ คดี ตกลงค่าจ้าง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทำงานที่รับจ้างให้แก่จำเลยบางส่วนแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้าง คงชำระเพียงค่าที่พักและค่าเดินทาง ต่อมาจำเลยถอนโจทก์ออกจากการเป็นทนายความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ XXX โดยมิใช่ความผิดของโจทก์และไม่แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างตามงานที่โจทก์ได้ดำเนินการให้แก่จำเลยเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแพ่งตลิ่งชันส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ประกอบอาชีพเป็นทนายความและรับจ้างเป็นทนายความให้แก่จำเลยโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนวิชาชีพตามปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากงานที่ว่าจ้างอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจ้างว่าความ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์