คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นายอ. โจทก์
ที่ ๗๔๗/๒๕๖๗ บริษัทร. จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายรถยนต์ซูเปอร์คาร์ ใช้ชื่อทางการค้าว่า “N.” จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เดิมจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อ L. หมายเลขทะเบียน x กฐ xxxx กรุงเทพมหานคร กับจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมกันขายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่นายป. นายป. ขายต่อให้แก่โจทก์ และโจทก์ขายต่อให้แก่นายก. โดยเป็นการซื้อขายระหว่างการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ ทุกทอด ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษอายัดไว้เป็นของกลางในคดีเกี่ยวกับการสำแดงภาษีนำเข้าไม่ถูกต้อง นายก. จึงยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีหมายเลขดำที่ ผบE xxx/๒๕๖๕ โจทก์และนายก. ตกลงกันได้จึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์ยอมรับรถยนต์คืนและชำระเงินให้แก่นายก. ต่อมาโจทก์ขายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่นายอ. โดยรับแลกเปลี่ยนรถยนต์ยี่ห้อ A. และรับชำระราคาส่วนต่างจากนายอ. โจทก์แจ้งให้นายป. ซึ่งเป็นผู้ขายรถยนต์ให้แก่โจทก์ว่า โจทก์จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยนายป. ต้องจัดการปัญหาการสำแดงภาษีนำเข้าให้ถูกต้องพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ แต่นายป. บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา โจทก์จึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๑ อีก แต่จำเลยที่ ๑ กลับมอบอำนาจให้บริษัท อ. จำกัด นำเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ไปเก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย นายอ. จึงแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์จึงตกลงกับนายอ. โดยส่งมอบรถยนต์ ยี่ห้อ A. รุ่น R ๘ และคืนเงินส่วนต่างให้แก่นายอ. ไป ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอรับรถยนต์คืนจากพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลโชคชัยได้แล้ว โจทก์ติดต่อจำเลยที่ ๑ เพื่อขอชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง แต่จำเลยที่ ๑ ไม่รับชำระ ทั้งยังโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์จึงติดต่อจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ให้ส่งมอบรถยนต์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายรถยนต์และซื้อรถยนต์จากนายป. เพื่อขายต่อ โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค โจทก์และจำเลยทั้งห้าจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากการซื้อขายรถยนต์ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์