คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ส. โจทก์
ที่ ๘๒๖/๒๕๖๗ นางสาว จ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ๑ หลัง ตกลงค่าจ้าง ๖๗๐,๐๐๐ บาท แบ่งชำระค่าจ้างตามงวดงาน และว่าจ้างก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตรอบพื้นที่บ้าน ตกลงค่าจ้าง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทำงานที่รับจ้างใกล้จะแล้วเสร็จ แต่จำเลยชำระค่าจ้างบางส่วน และบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับค่าจ้างและค่าก่อสร้างรั้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านพักอาศัยชั้นเดียวกับรั้วกำแพงคอนกรีตโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและงานที่ว่าจ้างเป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียวกับรั้วกำแพงคอนกรีตรอบพื้นที่บ้าน ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากงานที่ว่าจ้างอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจ้างทำของ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์