คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว น. โจทก์
ที่ ๙๘๖/๒๕๖๕ นาย ป. กับพวก จำเลย
จำเลยทั้งสองประกอบกิจการนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องบำบัดสุขภาพเพื่อขายและขายสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่โจทก์สั่งซื้อสินค้าจากจำเลยหลายรายการ คิดเป็นค่าสินค้ารวม ๔๑๘,๐๐๐ บาท มากเกินกว่าการใช้ประโยชน์ด้วยตนเอง พฤติการณ์ส่อแสดงว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลยทั้งสองอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินอันมีมูลจากการซื้อขาย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบกิจการนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องบำบัดสุขภาพ โจทก์สั่งซื้อเครื่องบำบัดสุขภาพโดยการกระตุ้นเส้นประสาทผ่านผิวหนังด้วยกระแสไฟฟ้า ยี่ห้อ H. หลายรายการจากจำเลยทั้งสองเป็นเงินรวม ๔๑๘,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองปกปิดข้อมูลในการสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวและผิดข้อตกลงตามสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ประกอบกิจการนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องบำบัดจึงไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงตัวแทนในการสั่งสินค้าตามฟ้องให้แก่โจทก์ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบกิจการนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องบำบัดสุขภาพเพื่อขายและขายสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่ปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายคำฟ้องว่าเครื่องบำบัดที่โจทก์สั่งซื้อมีราคาเริ่มต้นเครื่องละ ๑๖,๐๐๐ บาท โจทก์สั่งซื้อสินค้าดังกล่าวหลายรายการ มีมูลค่าสินค้ารวม ๔๑๘,๐๐๐ บาท มากเกินกว่าการใช้ประโยชน์ด้วยตนเอง พฤติการณ์ส่อแสดงว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลยทั้งสองอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินอันมีมูลจากการซื้อขาย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๘ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
พศวัจณ์ กนกนาก
(นายพศวัจณ์ กนกนาก)
ประธานศาลอุทธรณ์