ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                    นางสาว ล               โจทก์

ที่  ๑๗๒/๒๕๖๗                                               บริษัท น                                      จำเลย

                  โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการกับจำเลยสองห้อง มีข้อตกลงว่า หากโจทก์ชำระค่าห้องชุดครบถ้วนก่อนที่จะก่อสร้างอาคารชุดเสร็จ จำเลยจะชำระเงินคืนให้ในอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี ของราคาห้องชุดจนกว่าจะก่อสร้างเสร็จ เมื่อก่อสร้างเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยตกลงชำระเงินรับประกันการเช่าตามอัตราที่กำหนดไว้ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินค่าห้องชุดให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้โจทก์ภายในกำหนดเวลาและไม่ชำระเงินค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                 พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้นเป็นชาวต่างชาติ ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทย แม้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในคดีนี้เพียง ๒ ห้อง แต่ได้ความตามคำร้องขอให้วินิจฉัยของจำเลยพร้อมเอกสารแนบท้าย และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและบริษัทในเครือในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดอีก ๒ ห้อง รวมเป็นห้องชุด ๔ ห้อง เกินกว่าความจำเป็นในการอยู่อาศัย เมื่อมีข้อตกลงชำระเงินคืนก่อนก่อสร้างเสร็จ ข้อตกลงรับประกันชำระผลตอบแทนจากการนำห้องชุดออกให้บุคคลภายนอกเช่า และข้อตกลงรับซื้อห้องชุดคืนเท่ากับราคาซื้อขาย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                 วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

นางสุวิชา   นาควัชระ

ประธานศาลอุทธรณ์