คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท บ. จำกัด โจทก์
ที่ ๓๓๒/๒๕๖๗ บริษัท ม. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินรวมถึงหลักประกันเพื่อนำมาบริหารจัดการหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป จำเลยที่ ๑ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร มีจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสามจึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคาร แต่จำเลยทั้งสามผิดนัด ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแพ่งมีนบุรีส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า ธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ธนาคารให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันดังกล่าวจึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินเพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน กับให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์