คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย บ โจทก์
ที่ ๒๖๕/๒๕๖๗ นางสาว อ จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และต่อเติมปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ โจทก์พาจำเลยไปดูบ้านแล้ว จำเลยต้องการซื้อบ้านหลังดังกล่าว จำเลยว่าจ้างโจทก์และตัวแทนของโจทก์ให้ยื่นเอกสารขอกู้ยืมเงินกับธนาคารและจ้างให้ต่อเติมบ้านหลังดังกล่าว เมื่อจำเลยตกลงซื้อบ้านจึงได้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย โดยมีโจทก์เป็นตัวแทนในการขายและซื้อ ภายหลังธนาคารอนุมัติเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย และตัวแทนโจทก์แจ้งจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ไปรับโอนบ้านตามสัญญา โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างแล้ว จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โจทก์รับจ้างจำเลยยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารและรับจ้างต่อเติมบ้านตามฟ้อง โดยเรียกบำเหน็จและค่าจ้างหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์