ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                        บริษัท อ จำกัด                             โจทก์

ที่  ๒๙๐/๒๕๖๗                                                    นาย ธ ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน           จำเลย

 

            โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๒๒๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จำนำหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๓ เป็นประกัน กับมีจำเลยที่ ๓ จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ครบกำหนดชำระหนี้จำเลยทั้งสี่ผิดนัด คงมีหนี้ค้างชำระ ๒๒๒,๔๑๑,๑๕๖ บาท ต่อมาโจทก์กับจำเลยทั้งสี่จึงตกลงแปลงหนี้ใหม่ โดยจำเลยทั้งสี่ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๒๒๒,๔๑๑,๑๕๖ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสี่ผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

  จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   ศาลแพ่งส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน โจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินเป็นทางการค้าปกติ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงิน โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แม้เป็นบุคคลธรรมดาแต่จำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นนิติบุคคล
ประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันกู้ยืมเงินจำนวนมากจากโจทก์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะ
เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงินที่มีการแปลงหนี้มา จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์