ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์              นาย พ.                                          โจทก์

ที่  ๓๑๖/๒๕๖๗                                     นางสาว บ. ที่ ๑ กับพวก                   จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต์ มีจำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานขาย จำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ เดิมโจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน XXX กับจำเลยที่ ๓ ระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ต้องการซื้อรถยนต์ใหม่ ยี่ห้อโตโยต้า  รุ่น HILUX Revo ๔x๔ B โดยจะขายรถยนต์คันเดิมเพื่อนำเงินไปปิดยอดชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ ๓ ชำระเงินดาวน์รถยนต์ใหม่ และนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพเกษตรกร โจทก์จึงติดต่อจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ แจ้งว่า จำเลยที่ ๒ ยังไม่มีรถยนต์รุ่นดังกล่าวแล้วแนะนำให้โจทก์ซื้อ รุ่น HILUX Revo ๔x๒ B แทน โจทก์ต้องการเงินทุนหมุนเวียนต้องการและรถยนต์คันใหม่จึงตัดสินใจซื้อรถยนต์รุ่นที่จำเลยที่ ๑ แนะนำดังกล่าวจากจำเลยที่ ๒ โดยขายรถยนต์คันเดิมได้เงิน ๔๓๐,๐๐๐ บาท นำไปปิดยอดชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์คันเดิม ๒๕๐,๐๐๐ บาท และชำระเงินดาวน์รถยนต์ใหม่ให้แก่จำเลยที่ ๒ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้รับเงินส่วนที่เหลือ ๑๓๐,๐๐๐ บาท วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ โจทก์จึงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX Revo ๔x๒ B กับจำเลยที่ ๓ ระหว่างรอรับรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ ๒ มีรถยนต์รุ่น HILUX Revo ๔x๔ B ที่โจทก์ต้องการแล้ว และแจ้งด้วยว่าสามารถเปลี่ยนแปลงรุ่นรถยนต์ที่เช่าซื้อให้ได้ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ โจทก์จึงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX Revo ๔x๔ B กับจำเลยที่ ๓ แล้วได้รับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX Revo ๔x๔ B มาใช้งานเพียงคันเดียวและชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ ๓ เรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ ๓ ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น HILUX Revo ๔x๒ B ทั้งที่โจทก์ไม่ได้รับมอบรถยนต์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสาม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการโดยจำเลยที่ ๒ ให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   ศาลจังหวัดอำนาจเจริญส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจค้าขายรถยนต์และขายรถยนต์แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และให้โจทก์เช่าซื้อรถยนต์โดยเรียกค่าเช่าซื้อเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ ๒ แล้วทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ ๓ นั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระค่าเสียหายโดยอ้างมูลละเมิดอันเนื่องมาจากการซื้อขายและเช่าซื้อรถยนต์ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะพนักงานของจำเลยที่ ๒ นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                            (นางสุวิชา   นาควัชระ)
                                                                              ประธานศาลอุทธรณ์