คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ธนาคารก. จำกัด (มหาชน) โจทก์
ที่ ๓๕๓/๒๕๖๗ บริษัทม. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ขอสินเชื่อวงเงินแพคกิ้งเครดิตกับโจทก์ เพื่อใช้หมุนเวียนในกิจการ ภายหลังโจทก์อนุมัติวงเงินสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนำมาทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกกับโจทก์ ตกลงชำระดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกัน กับมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ และบังคับจำนอง
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกโดยเรียกส่วนต่างและดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตนโจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการค้า อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง กับให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์