คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ช. โจทก์
ที่ ๓๔๗/๒๕๖๗ บริษัท อ. ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจการ โจทก์ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ ๑ รวม ๒ ฉบับ เป็นเงินจำนวน ๑๖,๕๐๐,๐๐๐ บาท มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ และลงลายมือชื่อเป็นผู้รับอาวัล ต่อมามีข้อตกลงเลื่อนกำหนดวันใช้เงิน จำเลยที่ ๑ จึงตกลงให้คิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ ๖ ต่อปี เมื่อครบกำหนดตามข้อตกลงและตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินขายแก่ประชาชนเพื่อระดมเงินไปใช้ในการประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นผู้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ซึ่งเป็นวิธีการออมเงินของประชาชนประเภทหนึ่ง โดยมีผลตอบแทนทำนองเดียวกับการออมเงินประเภทอื่นและไม่ปรากฏว่าโจทก์ดำเนินการเพื่อผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง โดยได้ผลประโยชน์ตอบแทนหรือมีสิทธิในการเข้าไปดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ในมูลตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์