ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์      นาย น.                             โจทก์

ที่ ๓๖๖/๒๕๖๗                            บริษัท น.                           จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เดิมโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดในโครงการ น. กับจำเลย ๒ ห้อง คือ ห้องชุดเลขที่ I ๒๒๐ และห้องชุดเลขที่ I ๒๒๑ โจทก์ชำระค่าห้องชุดครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จ โจทก์และจำเลยจึงตกลงเลิกสัญญากัน และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกันใหม่เป็นห้องชุดเลขที่ A๓๕๐ ชั้น ๔ อาคาร A๓ และห้องชุดเลขที่ C๓๑๐ ชั้น ๑ อาคาร C๓ โดยให้นำเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วทั้งหมดตามสัญญาเดิมไปชำระราคาห้องชุดตามสัญญาใหม่ และโจทก์ชำระค่าห้องชุดส่วนต่างเพิ่มให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา รวมทั้งผิดนัดชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่าตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าห้องชุดและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทำสัญญาตามฟ้องกับจำเลยเพราะหวังผลกำไรรายปีตามโครงการรับประกันการเช่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๒ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระค่าตอบแทนการรับประกันค่าเช่า ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่ก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                    ประธานศาลอุทธรณ์