ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   นิติบุคคล ม.                                      โจทก์

ที่  ๓๗๕/๒๕๖๗                          บริษัท ส. กับพวก                               จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓        มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ร่วมกันของหมู่บ้านจัดสรรที่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และจัดสรรที่ดินโครงการบ้าน อ. เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างสาธารณูปโภคให้ถูกต้องตามแบบ       ที่ได้รับอนุญาตและตรงตามคำโฆษณา ไม่ดูแลสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี จำเลยที่ ๑ เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อ ต่อมายังได้จดทะเบียนโอนที่ดินอันเป็นที่ตั้งสาธารณูปโภคของหมู่บ้านและสิ่งปลูกสร้างตามคำโฆษณาให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รวม ๑ แปลง โอนให้แก่จำเลยที่ ๔ อีก ๑ แปลง เมื่อจำเลยที่ ๔ รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว จำเลยที่ ๔ นำไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๑ แล้วปรับพื้นที่เพื่อนำออกให้บุคคลภายนอกเช่าขายสินค้า ภายหลังจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรบ้าน อ. แล้ว จำเลยที่ ๑ แจ้งต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเพื่อขอโอนสิทธิการบริการสาธารณะให้แก่โจทก์ทั้งที่ยังไม่มีการรับรองการตรวจสอบการจัดทำสาธารณูปโภคตามกฎหมายแล้วยกเลิกการดูแลบริการสาธารณะ และไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินรวม ๔ แปลงซึ่งเป็นที่ตั้งสาธารณูปโภคเพื่อนำไปจดแจ้ง ไม่ส่งมอบเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์เพื่อดำเนินการดูแลต่อไป การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างและซ่อมแซม ปรับปรุง เชื่อมท่อระบายน้ำและสาธารณูปโภคของหมู่บ้านตามคำขอท้ายฟ้อง หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าบริการสาธารณะที่โจทก์ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบพร้อมโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดิน ๔ แปลงตามฟ้องแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายและจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่พร้อมส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ ๑ ปรับสภาพที่ดินที่ขอเพิกถอนให้คืนสภาพเป็นสวนหย่อมตามเดิม หากไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการแจ้งให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดตรวจสอบสาธารณูปโภคแล้วส่งมอบเงินค้ำประกันค่าบำรุงรักษา หากไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการแทน กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ก่อสร้างสระว่ายน้ำและอาคารสโมสรคลับเฮ้าส์โดยเรียกเก็บค่าใช้บริการจากโจทก์ แต่โจทก์และบริวารใช้บริการโดยไม่ชำระค่าบริการ ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ขอให้ห้ามโจทก์และบริวารใช้บริการสระว่ายน้ำและอาคารสโมสรคลับเฮ้าส์ของจำเลยที่ ๑ ให้บังคับโจทก์ชำระค่าบริการที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ รื้อถอนสระว่ายน้ำและอาคารสโมสรคลับเฮ้าส์พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตามฟ้องโดยห้ามโจทก์และบริวารขัดขวาง

                   จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑)    ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และจัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้านจัดสรรบ้าน อ.  เพื่อขายตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และโจทก์อาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอกหรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนเพื่อประโยชน์เจ้าของร่วมได้ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังนี้ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะกระทำการแทนและเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วม ถือได้ว่าโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ดำเนินการเกี่ยวกับสาธารณูปโภคของหมู่บ้าน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดรวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๒๑

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์