คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว จ. โจทก์
ที่ ๓๙๐/๒๕๖๗ บริษัท พ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาเช่าบ้านพักอาศัยในโครงการ ป. กับจำเลย ๑ หลัง มีกำหนดเวลา ๓๐ ปี ค่าเช่า ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาทมีข้อตกลงว่าหากโจทก์ชำระค่าเช่าครบถ้วน จำเลยรับประกันชำระเงินผลตอบแทนคืนแก่โจทก์อัตราร้อยละ ๗ ต่อปี เป็นเวลา ๑๕ ปี ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วแต่จำเลยไม่ก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แล้วเสร็จและไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในหนดเวลา รวมทั้งไม่ชำระผลตอบแทนที่รับประกันไว้ตามสัญญา โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติ โจทก์ทำสัญญาเช่าเพื่อต้องการผลตอบแทน ไม่มีเจตนาอยู่อาศัยด้วยตนเอง คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาเช่าบ้านพักอาศัยกับโจทก์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ทำสัญญาเช่าบ้านพักอาศัยระยะยาวกับจำเลยในคดีนี้ ๑ หลัง แม้มีข้อตกลงชำระเงินผลตอบแทนคืนแก่โจทก์และจำเลยอ้างในคำให้การว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าบ้านพักอาศัยกับจำเลยในโครงการอื่นอีก ๑ หลัง ปรากฏตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ผบE XXX/XXXX ซึ่งศาลจังหวัดภูเก็ตส่งคดีมาให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในคราวเดียวกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าบ้านพัก พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากสัญญาเช่าบ้านพักอาศัยตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่ก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แล้วเสร็จและไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลารวมทั้งไม่ชำระผลตอบทนที่รับประกันไว้ตามสัญญา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาเช่าบ้านพักอาศัยจึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ) ประธานศาลอุทธรณ์