ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์              นางสาว ต. ที่ ๑ กับพวก                โจทก์
ที่  ๓๙๒/๒๕๖๗                                      บริษัท ร. ที่ ๑ กับพวก                  จำเลย
               โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ ด. กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ห้อง ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระราคาห้องชุดบางส่วนให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนดได้ จำเลยที่ ๑ จึงโอนกิจการและทรัพย์สินรวมถึงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายหลังรับโอนกิจการ จำเลยที่ ๒ ก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จเกินกำหนดเวลา แต่ไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและไม่ชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถดำเนินได้ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง
               จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ
          จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้รับโอนที่ดินอันเป็นที่ตั้งโครงการจากจำเลยที่ ๑ มิได้รับโอนกิจการ ขอให้ยกฟ้อง
               จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
              พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน ส่วนจำเลยที่ ๒ รับโอนกิจการของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๒ ห้อง แม้จำเลยที่จะอ้างว่าสัญญามีข้อตกลงชำระเงินค่าประกันการเช่าจากบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ทั้งสองก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยที่ ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด ทั้งมูลคดีที่โจทก์ทั้งสองอ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาและจำเลยที่ ๒ ไม่โอนกรรมสิทธิ์พร้อมชำระเบี้ยปรับตามสัญญา โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
                       วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                                    (นางสุวิชา   นาควัชระ)                                                                                                               ประธานศาลอุทธรณ์