ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์      บริษัท ป.                   โจทก์
ที่ ๓๙๔/๒๕๖๗                               บริษัท พ.                 จำเลย                                      
              โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าเหล็ก จำเลยประกอบกิจการค้าเครื่องทำความเย็น ตู้เย็น เครื่องดูดอากาศ เครื่องฟอกอากาศ อะไหล่และอุปกรณ์ จำเลยสั่งซื้อแผ่นเหล็กเคลือบสีจากโจทก์ ๓ ครั้ง รวม ๒๔๐,๐๐๐ แผ่น แผ่นละ ๔๑๐ บาท จำเลยเรียกให้โจทก์จัดส่งสินค้าเพียง ๓๙,๓๙๖ แผ่น ต่อมาโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์ตกลงลดราคาสินค้าคงค้าง จากเดิมแผ่นละ ๔๑๐ บาท เหลือแผ่นละ ๓๙๐บาทโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องเรียกให้โจทก์จัดส่งสินค้าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐,๐๐๐ แผ่นจนกว่าจะครบจำนวนที่จำเลยสั่งซื้อ ภายหลังทำบันทึกข้อตกลงจำเลยเรียกให้โจทก์จัดส่งสินค้าไม่ครบจำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้และผิดนัดชำระค่าสินค้า โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์   
           จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
            จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
            โจทก์คัดค้านว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
            พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าเหล็กและขายแผ่นเหล็กเคลือบสีให้แก่จำเลยตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราและพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยซื้อแผ่นเหล็กเคลือบสีจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่งจำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลซื้อขาย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔) ) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ ไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑
           วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                              (นางสุวิชา   นาควัชระ)
                                                               ประธานศาลอุทธรณ์