ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์        นาย ด. ที่ ๑ กับพวก                       โจทก์

ที่  ๔๐๗/๒๕๖๗                                 นาย พ.                                      จำเลย

 

                โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพักตากอากาศในโครงการ ด. กับจำเลย ๑ หลังพร้อมสระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์ และค่าวีซ่าพักอาศัย ๑๐ ปี ราคา ๑๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท และทำสัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าวกับจำเลยมีกำหนด ๓๐ ปี ราคา ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าต่อสัญญาเช่าได้อีก ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ ปี ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระค่าบ้านพักตากอากาศให้แก่จำเลยแล้ว ๑๓,๒๙๐,๔๒๖.๖๒ บาท และชำระค่าเช่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญา แต่จำเลยส่งมอบบ้านพักตากอากาศชำรุดบกพร่องหลายรายการ ไม่เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและน้ำประปาเข้ากับหน่วยงานที่ให้บริการ ไม่จดทะเบียนโอนกรรรมสิทธิ์บ้านพักตากอากาศ ไม่จดทะเบียนการเช่าที่ดิน ไม่ขอวีซ่าพักอาศัยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพักตากอากาศโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยและให้จำเลยจดทะเบียนเช่าที่ดินโดยค่าใช้จ่ายกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและระบบน้ำประปาของบ้านพักตากอากาศของโจทก์ทั้งสองกับหน่วยงานที่ให้บริการ หากเพิกเฉยให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการแทนและบังคับคดีเอาเงินค่าใช้จ่ายนี้คืนจากจำเลย

             จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านพักตากอากาศและจดทะเบียนเช่าที่ดิน โจทก์ทั้งสองขายบ้านพักตากอากาศตามฟ้องให้บุคคลอื่นโดยไม่มีสิทธิและรับชำระราคาบางส่วน รวมทั้งยินยอมให้ผู้ซื้อเข้าอยู่อาศัย ขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิริบเงินและขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพักตากอากาศและที่ดินตามฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพักตากอากาศกับโจทก์ทั้งสองและทำสัญญาเช่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งบ้านพักตากอากาศดังกล่าวตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพักตากอากาศ ๑ หลัง พร้อมสัญญาเช่าที่ดิน แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ทั้งสองขายบ้านและที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลอื่นไปโดยไม่มีสิทธิ แต่ในชั้นนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังที่จำเลยอ้าง พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากบ้านพักตากอากาศตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพักตากอากาศและสัญญาเช่าที่ดิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๒๑

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์