คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ธ. โจทก์
ที่ ๔๑๖/๑๕๖๗ นางสาว ก. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสร้อยคอทองคำกับโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันแมสเซนเจอร์ ๕ ครั้ง ครั้งละ ๑ เส้น น้ำหนักเส้นละ ๑๐ บาท ราคาเส้นละ ๔๖๘,๐๐๐ บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน รวม ๑๒ งวด งวดละ ๓๙,๐๐๐ บาท ต่อสร้อยคอทองคำ ๑ เส้น จำเลยได้รับสร้อยคอทองคำครบถ้วนแล้ว แต่ผ่อนชำระราคาให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนแล้วผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าขายทองคำ โจทก์ขายทองคำให้จำเลยโดยให้ทำสัญญาเช่าซื้อทองคำไว้แล้วให้ผ่อนชำระราคาอำพรางการกู้ยืมเงินเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายทองคำและขายสร้อยคอทองคำให้แก่จำเลยตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าสัญญาซื้อขายทองคำเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลซื้อขายทองคำ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์