ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์             นาย ส. กับพวก                      โจทก์

ที่  ๕๐๗/๒๕๖๗                           ธนาคาร อ.                        จำเลย

          โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยประกอบการธนาคาร โจทก์ที่ ๑ เป็นสามีนาง ส. และเป็นบิดาของโจทก์ที่ ๒ ผู้มีชื่อทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยโดยมีนาง ส. ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๕๑ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่ผู้จะซื้อในราคา ๒,๑๐๐,๐๐๐ บาท ผู้จะซื้อวางเงินมัดจำแล้ว ๓๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้จะซื้อ จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โจทก์ที่ ๑ แจ้งให้จำเลยถอนการยึดทรัพย์เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมิใช่สินสมรสระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับนางสมจิตต์ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดสุโขทัย ภายหลังศาลจังหวัดสุโขทัยไต่สวนแล้วมีคำพิพากษาให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสอง จำเลยจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต้องชำระเงินให้แก่ผู้จะซื้อเดิมเนื่องจากผิดสัญญา ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่ผู้จะซื้อรายใหม่ได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาเดิม ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

         จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

        ศาลจังหวัดธัญบุรีส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

          พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบการธนาคาร จำเลยให้ผู้มีชื่อกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โดยมีนาง ส. กับพวก ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ แต่มูลคดีที่โจทก์ทั้งสองอ้างสืบเนื่องจากจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนาง ส. นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย อันเป็นมูลละเมิดโดยแท้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกันตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

         วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

                    (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                       ประธานศาลอุทธรณ์