ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         นาย อ กับพวก                                                                   โจทก์

ที่ ๔๓๘/๒๕๖๗                                    บริษัท ม กับพวก                                                                จำเลย

                โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือเดียวกัน มีจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นกรรมการหรืออดีตกรรมการ ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการบ้านพัก บ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาเช่าบ้านและเช่าที่ดินในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ หลัง มีกำหนดระยะเวลา ๓๐ ปี ราคา ๘,๐๕๗,๙๖๓ บาท เพื่อใช้อยู่อาศัย ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระเงินครบถ้วนโดยมีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินและบ้านพักอาศัยดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ บริหารจัดการนำบ้านพักอาศัยของโจทก์ทั้งสองออกให้บุคคลทั่วไปเช่าเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลบ้าน ต่อมาระหว่างปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๔ เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) จำเลยทั้งเจ็ดเสนอให้โจทก์ทั้งสองขายบ้านพักอาศัยดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงตกลงจะขายในราคา ๓,๗๕๐,๐๐๐ บาทจำเลยทั้งเจ็ดรับว่าจะโฆษณาและขายให้ ต่อมาโจทก์ทั้งสองติดตามสอบถามจำเลยทั้งเจ็ดเกี่ยวกับการขายบ้านพักอาศัยดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อกับจำเลยทั้งเจ็ดได้ โจทก์ทั้งสองจึงมอบหมายให้ทนายความตรวจสอบจึงทราบว่าจำเลยทั้งเจ็ดขายบ้านพักอาศัยของโจทก์ทั้งสองให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๕ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบและไม่ส่งมอบเงินค่าขายบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดคืนเงินค่าขายบ้านและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

                    จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                    จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์ทั้งสองอ้างตามคำฟ้องว่าจำเลยทั้งเจ็ดประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันและเป็นผู้บริหารจัดการโครงการบ้านพัก บ จำเลยทั้งเจ็ดรับดำเนินการโฆษณาและขายบ้านพักอาศัยของโจทก์ทั้งสองโดยเรียกค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ ตกลงให้จำเลยทั้งเจ็ดโฆษณาและขายบ้านพักอาศัยเพียง ๑ หลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และขายบ้านดังกล่าวตามทางการค้าปกติของตน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดคืนเงินอันมีมูลจากสัญญาบริการโฆษณาและเป็นตัวแทนขายบ้าน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                    วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์