คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย อ โจทก์
ที่ ๔๓๙/๒๕๖๗ บริษัท ม กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือเดียวกัน มีจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นกรรมการหรืออดีตกรรมการทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการบ้านพัก บ เมื่อปี ๒๕๕๐ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายบ้านพักอาศัยในโครงการดังกล่าวกับบริษัท ฮ จำกัด ๑ หลัง ราคา ๙,๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของโจทก์และครอบครัวขณะเดินทางมาท่องเที่ยวในราชอาณาจักรไทย ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระราคาครบถ้วนและเข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นผู้รับโอนสิทธิในการบริหารโครงการบ้านพัก บ จากบริษัท ฮ จำกัด โจทก์จึงมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ นำบ้านพักอาศัยของโจทก์ออกบริหารจัดการให้บุคคลทั่วไปเช่าในช่วงเวลาที่โจทก์ไม่ได้เข้าพักอาศัย ต่อมาเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) จึงไม่มีบุคคลใดมาเช่าบ้านพักอาศัยของโจทก์ ในช่วงกลางปี ๒๕๖๔ จำเลยทั้งเจ็ดเสนอให้โจทก์ขายบ้านพักอาศัยดังกล่าว โจทก์ตกลงจะขายบ้านพักตามที่จำเลยทั้งเจ็ดเสนอ โดยกำหนดราคาขาย ๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท หากโฆษณาและขายได้ราคาสูงกว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะได้รับเงินส่วนต่างจากการขายเป็นค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์สอบถามจำเลยทั้งเจ็ดเกี่ยวกับการขายบ้านแต่ไม่สามารถติดต่อกับจำเลยทั้งเจ็ดได้ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความตรวจสอบจึงทราบว่าจำเลยทั้งเจ็ดขายบ้านพักอาศัยของโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วเมื่อปี ๒๕๖๕ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบและไม่ส่งมอบเงินค่าขายบ้านให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดเงินคืนค่าขายบ้านและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันและเป็นผู้บริหารจัดการโครงการบ้านพัก บ จำเลยทั้งเจ็ดรับดำเนินการโฆษณาและขายบ้านพักอาศัยของโจทก์โดยเรียกค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งเจ็ดจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ตกลงให้จำเลยทั้งเจ็ดโฆษณาและขายบ้านพักอาศัยเพียง ๑ หลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และขายบ้านดังกล่าวตามทางการค้าปกติของตน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดคืนเงินอันมีมูลจากสัญญาบริการโฆษณาและเป็นตัวแทนขายบ้าน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์