ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         นาย ค                                                                              โจทก์

ที่ ๔๔๐/๒๕๖๗                               บริษัท พ จำกัด กับพวก                                                           จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และบริษัท ก จำกัด ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนทั้งสองบริษัท เดิมโจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านในโครงการ ก แบบมีประกันการเช่า กับบริษัท ก จำกัด จำนวน ๑ หลัง  โจทก์ชำระเงินบางส่วนตามสัญญาแล้ว ต่อมามีการตกลงเลิกสัญญากัน และในวันเดียวกันโจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านในโครงการ ป แบบมีประกันการเช่ากับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ หลัง โดยให้นำเงินที่โจทก์ได้ชำระให้แก่บริษัท ก จำกัด มาหักชำระราคาสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ แทน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระราคาส่วนต่างให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา รวมทั้งผิดนัดชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนการเช่าบ้านตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านเพื่อต้องการผลตอบแทน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านเพียง ๑ หลัง แม้มีข้อตกลงรับประกันการเช่า ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าบ้านของจำเลยที่ ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากบ้านตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ อันมีมูลจากสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้าน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์