ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นาย ล                                                   โจทก์

ที่  ๔๕๓/๒๕๖๗                                บริษัท อ จำกัด กับพวก                            จำเลย 

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๘ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑  ส่วนจำเลยที่ ๕ และที่ ๙ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และร่วมกันดำเนินโครงการอาคารชุด XXX โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ จำนวน ๔ ห้อง คือห้องชุดเลขที่ XXX, XXX, XXX และ XXX เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของโจทก์และครอบครัว โจทก์ชำระราคาห้องชุดบางส่วนให้แก่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งเก้าคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งเก้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าคืนเงินค่าห้องชุดและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                    จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                    พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ จำนวน ๔ ห้อง ซึ่งเป็นห้องชุดที่อยู่ติดกันจำนวน ๓ ห้อง เพื่ออยู่อาศัยกับครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ ส่วนอีก ๑ ห้อง โจทก์ต้องการซื้อให้มารดาโจทก์อยู่อาศัย แม้จำเลยที่ ๑ จะอ้างในคำร้องว่า โจทก์ซื้อห้องชุดเพื่อเก็งกำไรหรือขายต่อก็เป็นการคาดการณ์ของจำเลยที่ ๑ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๙ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                    วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

                                 (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                   ประธานศาลอุทธรณ์