ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นาย ก.                                                      โจทก์

ที่  ๕๑๑/๒๕๖๗                               บริษัท ว. จำกัด (มหาชน) กับพวก                    จำเลย                    

 

            โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดต่างประกอบกิจการประกันภัย โจทก์เอาประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์หมายเลขทะเบียน x ขศ xxxx กรุงเทพมหานคร ไว้กับจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์หมายเลขทะเบียน ทฬ xxxx กรุงเทพมหานคร ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ รับประกันภัยไปตามถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณตรงข้ามวัดหลักสี่ แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๓ รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ แล้วรถยนต์ของโจทก์พุ่งไปชนท้ายรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

            จำเลยที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

             จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

            โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

             พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจประกันภัยและรับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายในมูลสัญญาประกันภัย จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ ๓ ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อเหตุละเมิดซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดรวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                    วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์