ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์           นางสาว อ.                            โจทก์

ที่  ๔๖๑/๒๕๖๗                                      บริษัท ด.                             จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จำหน่ายสินค้าเบเกอรี่ ขนมปังและครัวซองต์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า S. โจทก์ทำสัญญาธุรกิจแฟรนไชส์กับจำเลยโดยจำเลยตกลงให้โจทก์จำหน่ายสินค้าและบริการ (ขนมปัง) โดยมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยได้ โจทก์ต้องจัดเตรียมสถานที่และบริการพื้นฐานที่จำเป็นและเพียงพอตามรูปแบบที่จำเลยกำหนด และให้โจทก์จัดซื้อสินค้าแล้วจัดจำหน่ายสินค้าขนมปัง ครัวซองต์ ภายใต้เครื่องหมายการค้าของจำเลย โดยจำเลยเรียกเก็บค่าใช้เครื่องหมายการค้าและค่าเดินทาง รวมเป็นเงิน ๙๒,๕๐๐ บาท หลังทำสัญญาจำเลยส่งสินค้าที่ไม่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ไม่ตรงตามที่โฆษณา และไม่ตรงตามวันเวลาที่นัดหมายโดยไม่มีการแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จงใจกระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของจำเลย ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย กับให้โจทก์หยุดกระทำการละเมิดเครื่องหมายการค้าของจำเลย

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยประกอบธุรกิจแฟรนไชส์และทำสัญญาขายสิทธิแฟรนไชส์ให้แก่โจทก์โดยเรียกค่าใช้สิทธิเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดา ทำสัญญาขอใช้สิทธิจากจำเลยเพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภค ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายในมูลผิดสัญญา จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                         (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                           ประธานศาลอุทธรณ์