ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                    นาย ห.                              โจทก์

ที่  ๔๖๓/๒๕๖๗                                              บริษัท อ.                           จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ ด. กับจำเลย ๑ ห้อง เพื่ออยู่อาศัย มีข้อตกลงว่าจำเลยรับประกันผลตอบแทนให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ ๖ ต่อปี ของราคาห้องชุด มีกำหนด ๓ ปี โจทก์ชำระราคาห้องชุดให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ต่อมาในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำเลยไม่จัดเตรียมสัญญารับประกันผลตอบแทนและไม่ประสานงานให้โจทก์ได้ตรวจสอบมาตรฐานห้องชุดก่อนส่งมอบ ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้โดยมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่จำเลยกลับริบเงินที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้บุคคลอื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงรับประกันผลตอบแทน ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ให้เช่าห้องชุดเป็นปกติในทางการค้า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                         (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                           ประธานศาลอุทธรณ์