คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์
ที่ ๕๑๙/๒๕๖๗
นาย ว. โจทก์
บริษัท บ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดิเอนเนอร์จี้ หัวหิน - ชะอำ กับจำเลย ๑ ห้อง ราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าจำเลยจะรับซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์ในราคาเดิม ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระค่าห้องชุดครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยแล้ว ต่อมาโจทก์แจ้งความประสงค์จะขายห้องชุดคืนแก่จำเลย จำเลยขอขยายระยะเวลารับซื้อห้องชุดคืน ๒ ครั้ง โดยตกลงชำระสิทธิประโยชน์ส่วนลดพิเศษแก่โจทก์ แต่จำเลยผิดนัดไม่รับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินค่าห้องชุดพร้อมสิทธิประโยชน์ส่วนลดพิเศษแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าห้องชุดพร้อมดอกเบี้ยและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องจากโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงให้จำเลยรับซื้อห้องชุดคืนในราคาเท่ากับราคาซื้อขายและชำระสิทธิประโยชน์ส่วนลดพิเศษก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายห้องชุด โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์