คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ธนาคาร ท. โจทก์
ที่ ๕๘๖/๒๕๖๗ นาย ม. ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ xxxx xxxx และ xxxxx ตำบลบางกระเบา อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยได้รับโอนชำระหนี้จำนองจากจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกับโจทก์ เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสอง มีกำหนด ๒ ปี ก่อนครบกำหนดมีการตกลงขยายระยะเวลาการเช่าออกไปอีก ๑ ปี เมื่อครบกำหนดเวลาที่ขยายแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองใช้ประโยชน์ทรัพย์ที่เช่าอีกต่อไปจึงบอกเลิกสัญญาแต่จำเลยทั้งสองยังคงอาศัยอยู่ในทรัพย์ที่เช่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ โจทก์คัดค้านว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นได้ความตามเอกสารท้ายคำคัดค้านว่า จำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัท จ.ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นๆเป็นประกันการชำหนี้ของบริษัทดังกล่าว และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องและทรัพย์สินอื่น ๆ แทนการชำระหนี้บางส่วน เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องระบุว่าเป็นการเช่าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกันเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลสัญญาเช่า จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ) ประธานศาลอุทธรณ์