ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์    นาย ว.                                               โจทก์
ที่  ๕๘๘/๒๕๖๗                           บริษัท พ.                                            จำเลย   
               โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการ ป. กับจำเลย ๑ ห้อง มีกำหนดเวลา ๓๐ ปี และจำเลยให้คำมั่นว่าจะต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์อีก ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ ปี รวมเป็น ๙๐ ปี ค่าเช่า ๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าหากโจทก์ชำระค่าสิทธิการเช่าครบถ้วน จำเลยรับประกันชำระเงินผลตอบแทนคืนแก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้เป็นเวลา ๑๕ ปี ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยก่อสร้างโครงการ ป. เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ไม่ส่งมอบห้องชุดตามสัญญาให้แก่โจทก์ ชำระค่าประกันการเช่าให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนและไม่จดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และจดทะเบียนการเช่าห้องชุดตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
                    จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าเพื่อต้องการผลตอบแทน ไม่มีเจตนาอยู่อาศัยด้วยตนเองคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดกับจำเลยเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระเงินผลตอบแทนคืนแก่โจทก์ ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องชุดของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด ไม่ชำระค่าประกันการเช่า ไม่ส่งมอบห้องชุดและไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดจึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
                     วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
                                                            (นางสุวิชา   นาควัชระ)                                                                                                                     ประธานศาลอุทธรณ์