ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์    นาย ธ.                              โจทก์

ที่  ๖๐๓/๒๕๖๗                         บริษัท ส. จำกัด กับพวก                        จำเลย

 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองร่วมกันเสนอขายที่ดินพร้อมบ้านในโครงการหมู่บ้าน ส. โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ หลัง คือ บ้านเลขที่ XXXX และ XXXX ราคารวม ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระราคาให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามสัญญาบางส่วนแล้ว ต่อมาโจทก์ต้องการขอเอกสารเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านและหลักฐานการชำระเงินเพื่อนำไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินสำหรับนำมาชำระราคาส่วนที่เหลือ แต่จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธและแจ้ง  โจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ ไม่เคยได้รับชำระราคาจากโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๒ ปลอมเอกสารของจำเลยที่ ๑ ซึ่งข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ เป็นความเท็จทั้งสิ้น โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน แต่จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยที่ ๒ แอบอ้างชื่อจำเลยที่ ๑ และปลอมเอกสารของจำเลยที่ ๑ เพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยที่ ๑ เพียง ๒ หลัง ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้าน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์