คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ร. โจทก์
ที่ ๖๑๒/๒๕๖๗ บริษัท ณ. จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสามจัดสรรโครงการ อ. เพื่อเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปโดยโฆษณาว่าจะจ่ายผลตอบแทนค่าเช่าทรัพย์สินให้แก่ผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวและจะรับซื้อคืนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในราคาเดิม โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ ห้อง ราคา ๑๔,๐๗๐,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน สัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ และสัญญารับซื้อคืนห้องชุดดังกล่าวโดยให้คำมั่นว่าจะมีผลตอบแทนให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนด กับมีข้อตกลงว่าจะรับซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในราคาเดิม ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระค่าตอบแทนและไม่รับซื้อห้องชุดคืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับซื้อห้องชุดคืนและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้โจทก์อ้างว่ามีการโฆษณาให้สิทธิประโยชน์ตอบแทนและข้อตกลงรับซื้อคืนในราคาเดิม ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยที่ ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตาม มาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์