ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          บริษัท อ จำกัด                                                                  โจทก์

ที่ ๖๕๐/๒๕๖๗                                 นาง ส                                                                         จำเลย

                โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน จำเลยเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินและบัญชีให้แก่โจทก์และบริษัทอื่น ๆ หลายแห่ง จำเลยขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกรรมการโจทก์ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์ไม่ได้คิดดอกเบี้ย ครบกำหนดชำระหนี้แล้วจำเลยผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินและเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน  จำเลยติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แทนบริษัท จ จำกัด ซึ่งจำเลยเป็นที่ปรึกษาทางด้านบัญชี คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินและให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยจำเลยเสนอดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นค่าตอบแทน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้น ได้ความตามคำให้การและสำเนาเอกสารแนบท้ายว่า จำเลยเป็นที่ปรึกษาของบริษัท จ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยอ้างว่าติดต่อกู้ยืมเงินจากโจทก์และโอนเงินกู้ให้แก่บริษัทดังกล่าวเพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

   ประธานศาลอุทธรณ์