คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย อ. โจทก์
ที่ ๖๓๓/๒๕๖๗ ธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสมาชิกบัตรเครดิตของจำเลย บัตรเครดิตของโจทก์สูญหายและมีบุคคลอื่นนำไปใช้ซื้อสินค้ารวมเป็นเงิน ๑๓๘,๕๘๖.๒๓ บาท จำเลยฟ้องให้โจทก์รับผิดชำระหนี้บัตรเครดิตจำนวนดังกล่าวต่อศาลแพ่ง ต่อมาศาลแพ่งมีคำพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้บัตรเครดิตจำนวนดังกล่าว แต่จำเลยแจ้งข้อมูลว่าโจทก์ยังคงมีหนี้ค้างชำระอยู่ ๑๓๔,๓๐๖ บาท ให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ทราบ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เสียโอกาสในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้อง โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
ศาลแขวงพระนครเหนือส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบการธนาคารพาณิชย์และออกบัตรเครดิตให้แก่โจทก์เพื่อนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเนื่องมาจากสัญญาบัตรเครดิต จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์