ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         นาง ส กับพวก                                                                โจทก์

ที่ ๖๖๑/๒๕๖๗                               บริษัท ซ จำกัด กับพวก                                                      จำเลย

             โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการเป็นนายหน้า ตัวแทน ตัวแทนค้าต่างธุรกิจทุกประเภท ยกเว้นธุรกิจประกันภัย มีจำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๕ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๖ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เดิมจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ xxx อาคารชุด อ กับจำเลยที่ ๑ แต่ต้องการขายสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าวจึงแต่งตั้งและมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ เป็นตัวแทนในการทำสัญญาโอนสิทธิ โจทก์ทั้งสองต้องการซื้อห้องชุดในโครงการ อ จึงติดต่อที่สำนักงานของจำเลยที่ ๕ และได้รับการแนะนำจากจำเลยที่ ๖ ให้ซื้อห้องชุดของจำเลยที่ ๓ ซึ่งตกแต่งเรียบร้อย มีเฟอร์นิเจอร์ครบถ้วนในราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาขายของจำเลยที่ ๑ เล็กน้อย โจทก์ทั้งสองตกลงซื้อห้องชุดดังกล่าวและโอนเงินจองให้แก่จำเลยที่ ๕ แล้ว ๓๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ มอบเอกสารการรับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นชื่อโจทก์ที่ ๒ และชำระราคาในส่วนที่จำเลยที่ ๓ ค้างชำระให้แก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๖๖,๓๙๔ บาท ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ ๔ จำนวน ๗๓๓,๖๐๖ บาท และชำระค่าเปลี่ยนสัญญาให้แก่จำเลยที่ ๕ จำนวน ๑๔,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ที่ ๑ ชำระแล้ว ๑,๒๑๔,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสองมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งหกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ที่ ๒ ตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องให้แก่โจทก์ที่ ๒ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ ๑

                จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ และที่ ๖ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าคดีนี้มิใช่คดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

               ศาลจังหวัดพัทยาส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑)คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างอาคารชุด อ เพื่อขาย จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๓ ตามปกติทางการค้า จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดาอ้างว่ารับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ อันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

   ประธานศาลอุทธรณ์